การบริหารจัดการในชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21

การบริหารจัดการในชั้นเรียนในอนาคตของเราต่อไปควรจะเป็นการเรียนที่เน้นผู้เรียนเน้นการใช้สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเน้นบรรยากาศในชั้นเรียนเป็นสำคัญคือให้อิสระทางความคิดของผู้เรียนให้ผู้เรียนได้คิดได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองคิดไม่ใช่ว่าครูเป็นคนกำหนดขอบเขตให้แก่ผู้เรียนโดยที่ไม่ให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดหรือความสามารถของตัวเองออกมาและคนที่จะเป็นครูควรที่จะมีความสามรถและมีศักยภาพในการสอนมีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาและควรเน้นการใช้สื่อเทคโนโลยีต่างๆเพราะในปัจจุบันสื่อเหล่านี้มีบทบาทต่อการเรียนการสอนมากในสังคมปัจจุบันและเน้นบรรยากาศในชั้นเรียนอย่าให้ผู้เรียนคิดว่าเป็นแค่ห้องเรียนสี่เหลี่ยมธรรมดาและเป็นห้องเรียนที่น่าเบื่อเพราะจะทำให้ผู้เรียนไม่อยากที่จะเรียนเพราะฉะนั้นเราจึงควรสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกอยากที่จะเรียนอยากที่จะศึกษาและทำให้ผู้เรียนรู้สึกไม่เครียดเวลาเรียนและไม่ใช่แค่ให้ผู้เรียนศึกษาแค่ในห้องเรียนแต่ให้ผู้เรียนพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด กล้าทำ และพร้อมที่จะริเริ่มสร้างสิ่งใหม่ๆ

ทฤษฎีและหลักการบริหารจัดการ

ทฤษฎีและหลักการบริหาร

การบริหารและการจัดการมักจะเป็นคาที่ใช้เรียกแทนกันได้ แต่ในความเป็นจริง การบริหารจะเน้นในเรื่องของการจัดการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและการนานโยบายไปปฏิบัติ โดยมักจะใช้กับการบริหารในหน่วยงานของรัฐ ส่วนการจัดการจะใช้ในงานที่เกี่ยวกับภาคเอกชน

ทฤษฎีที่ควรทราบ

ทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษา ได้รับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยตั้งแต่สมัยโบราณ ยุควิทยาศาสตร์ ยุคมนุษยสัมพันธ์ จนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งอาศัยทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ ที่มีการปรับปรุงพัฒนาและสังเคราะห์แนวความคิดเกี่ยวกับการจัดการอย่างกว้างขว้างยิ่งขึ้น แต่ถึงอย่างไร การบริหารงานสมัยใหม่นี้มุ่งเน้นทั้งคน งาน และผลผลิต จึงต้องมีการผสมผสานแนวคิดต่าง ๆ ทุกยุค ทุกสมัย เพื่อนามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เป็นจริงในปัจจุบัน ในที่นี้จะขอนาเสนอทฤษฎีทางการบริหารการศึกษาพื้นฐานที่ควรทราบ ดังต่อไปนี้

1.ทฤษฎีวิเคราะห์ระบบ

ทฤษฎีวิเคราะห์ระบบเป็นทฤษฎีที่มีคุณค่าในการตรวจสอบ หาข้อบกพร่องของกระบวนการบริหารทั้งปวงรวมทั้งการบริหารการศึกษาด้วย โดยการวิเคราะห์สิ่งนาเข้า วิเคราะห์กระบวนการ และวิเคราะห์ผลผลิตว่าสิ่งที่ลงทุนไปคุ้มค่าหรือไม่ แล้วรวบรวมข้อมูลหาจุดบกพร้องแล้วปรับปรุงแก้ไขต่อไป

1. ระบบปิด(ระบบเหตุผล)

มีความเชื่อว่า องค์การเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมา เพื่อให้การทางานบรรลุวัตถุประสงค์ แนวคิดนี้มีการตัดสินใจ แก้ปัญหาตามเหตุผลบนฐานของกฎเกณฑ์ ระเบียบที่ตั้งไว้ เน้นความสนใจเฉพาะภายในระบบขององค์กร

2. ระบบเปิด

เชื่อว่า องค์การมีศักยภาพที่จะได้รับข้อมูลย้อนกลับ เพื่อนาข้อมูลย้อนกลับมาปรับปรุงส่วนต่างๆ ของระบบคือ ปัจจัยป้อน กระบวนการ และผลผลิตโดยองค์การที่อยู่รอดคือ องค์การที่ปรับตัวได้สมดุลกับสิ่งแวดล้อม และเป็นองค์การเปิด เน้นความสนใจระบบทั้งในและนอกองค์การ

ทฤษฎีระบบสังคม (Social System Theory)

ทฤษฎีนี้ Getzels และ Guba ได้สร้างขึ้นเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมในองค์การต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นระบบสังคม แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ ด้านสถาบันมิติ (Nomothetic Dimension) และด้านบุคลามิติ (Idiographic Dimension)

1. ด้านสถาบันมิติ

2. ด้านบุคลามิติ

ทฤษฎีจูงใจในการปฏิบัติงานของมาสโลว์

Abraham H. Maslow เป็นบุคคลแรกที่ได้ตั้งทฤษฎีทั่วไปเกี่ยวกับการจูงใจ (Maslow’s general theory of human and motivation) ไว้และได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ไว้ 3 ประการ ดังนี้

1. มนุษย์มีความต้องการ ความต้องการมีอยู่เสมอและไม่มีสิ้นสุด แต่สิ่งที่ มนุษย์ต้องการนั้นขึ้นอยู่กับว่าเขามีสิ่งนั้นอยู่แล้วหรือยัง ขณะที่ความต้องการใดได้รับการตอบสนองแล้วความต้องการอย่างอื่นจะเข้ามาแทนที่ กระบวนการนี้ไม่มีที่สิ้นสุด และจะเริ่มต้นตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย

2. ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจของ พฤติกรรมอีกต่อไป ความต้องการที่ไม่ได้รับตอบสนองเท่านั้น ที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม

3. ความต้องการของมนุษย์ มีเป็นลาดับขั้นตามลาดับความสาคัญ กล่าวคือ เมื่อความต้องการในระดับต่า ได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนองทันที

ทฤษฎีการจูงใจ -สุขอนามัยของเฮอร์เบอร์ก (Herzberg’s Motivation Hygiene Theory)

ทฤษฎีเกี่ยวกับการจูงใจของ เฮอร์เบอร์กนี้มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง เช่น Motivation Maintenance Theory, dual Factor Theory Motivation-Hygiene Theory และ The two – Factor Theory ทฤษฎีนี้ได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับองค์ประกอบที่จะสนับสนุนความพอใจในการทางาน (Job Satisfaction) และองค์ประกอบที่สนับสนุนความไม่พอใจในการทางาน (Job dissatisfaction) ดังนี้

พวกที่ 1 ตัวกระตุ้น (Motivator) คือ องค์ประกอบที่ทาให้เกิดความพอใจ

– งานที่ปฏิบัติ

– ความรู้สึกเกี่ยวกับความสาเร็จของงาน

– ความรับผิดชอบ

– โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

พวกที่ 2 ปัจจัยสุขอนามัย (Hygiene) หรือ องค์ประกอบที่สนับสนุนความ ไม่พอใจในการทางาน ได้แก่

– แบบการบังคับบัญชา

– ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

– เงินเดือนค่าตอบแทน

– นโยบายของการบริหาร

ทฤษฎี X และ ทฤษฎี Y

Douglas McGregor ได้เสนอทฤษฎีนี้ใน ค.ศ. 1957 โดยเสนอสมมติฐานในทฤษฎี X ว่า

1. ธรรมชาติของมนุษย์โดยทั่วไปไม่ชอบทางาน พยายามเลี่ยงงาน หลบหลีก บิดพลิ้ว เมื่อมีโอกาส

2. มนุษย์มีนิสัยเกียจคร้าน จึงต้องใช้วิธีการข่มขู่ ควบคุม สั่งการ หรือบังคับให้ ทางานตามจุดประสงค์ขององค์การให้สาเร็จ

3. โดยทั่วไปนิสัยมนุษย์ชอบทางานตามคาสั่ง ต้องการที่จะหลีกเลี่ยง ความรับผิดชอบ แต่ต้องการความมั่นคง อบอุ่นและปลอดภัยมากกว่าสิ่งอื่น

เพราะฉะนั้นคำว่า “ทฤษฎี” เป็นคำที่รู้จักกันแพร่หลายในวงการนักวิชาการสาขาต่าง ๆ โดย ผู้สนใจในทฤษฎีต่าง ๆ ได้นำทฤษฎีเข้าสู่ภาคปฏิบัติ โดยให้เหตุผลว่าทฤษฎีเปรียบได้กับดาวเหนือหรือเข็มทิศที่คอยบอกทิศทางให้กับชาวเรือ หรือชี้แนวทางที่ถูกต้องในการปฏิบัติงานส่วนการบริหาร หมายถึง การใช้ศาสตร์และศิลป์ของบุคคลตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป ร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมหรืองานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ร่วมกัน โดยอาศัยกระบวนการ และทรัพยากรทางการบริหารเป็นปัจจัยอย่างประหยัด และให้เกิดประโยชน์ สูงสุด โดยเชื่อมโยงกับทฤษฏีต่างๆที่กล่าวมาค่ะ

ภาวะผู้นำทางการศึกษา

ภาวะผู้นำทางการศึกษา (Educational Leadership)

ผู้นำ หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ใช้ปัญญาในการชี้นำเพื่อเป็นและต้นแบบที่ดีแก่ผู้อื่นหรือสังคม

ภาวะผู้นำ หมายถึง สภาพหรือลักษณะที่แสดงออกของผู้นำ ซึ่งเป็นผลรวมของบุคลิกภาพ เช่นลักษณะทางกาย ทางอารมณ์ ทางสังคมและมนุษยสัมพันธ์ต่อบุคคลอิ่น เป็นต้น

ผู้นำทางการศึกษา หมายถึงบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถใช้ปัญญาชี้นำ และเป็นต้นแบบที่ดีในด้านการศึกษาให้แก้ผู้ตาม

บทบาทของผู้นำทางการศึกษา

1.จะต้องเป็นผู้ให้คำปรึกษาหารือในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นธรรม
เป็นผู้นำทางปัญญา รอบรู้ด้านใดด้านหนึ่งชัดเจน
อาศัยความรู้ประสบการณ์ที่ดีในอาชีพ

2.ต้องเป็นผู้จูงใจผู้อื่นให้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นตัวแบบ ตัวอย่างที่ดี
ผู้นำจึงต้องปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดี ผู้นำต้องเป็นผู้ยอมรับจากผู้อื่น

3.ต้องเป็นนักพัฒนา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนไม่เห็นแก่ตัวและพวกพ้องตนเอง เป็นนักพัฒนา มีความคิดเชิงบวก มองโลกในแง่ดี

4.บทบาทในเชิงบริหาร วิชาการ แก้ปัญหาได้

5.บทบาทในการเป็นบุคคลที่มีความรอบรู้ เฉลียวฉลาด อารมณ์มั่นคง มีความฉลาด มีอารมณ์ดี และมีคุณธรรมและจริยธรรมสูง

บทบาทของผู้นำยุคใหม่

บทบาทของผู้นำเป็นการแสดงออกโดยอิสระที่มีผลดีต่อผู้อื่นหรือสังคม เช่น การตัดสินใจการจูงใจให้คนทำงาน การแสดงออกทางความคิด การพูด พฤติกรรมทางอารมณ์การอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม เป็นต้น

1.เป็นผู้ชี้นำให้คำปรึกษาหารือในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรม
ในสังคมแห่งความรู้มีความต้องการบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถชี้นำ
หรือให้คำปรึกษาในฐานะเป็นผู้ชำนาญการหรือผู้เชี่ยวชาญ
เป็นผู้นำทางปัญญาย่อมเป็นผู้รอบรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ชัดเจนเรียกว่า ระดับมืออาชีพ (Professional) เช่นครูมืออาชีพ ผู้บริหารมืออาชีพ นักธุรกิจมืออาชีพ เป็นต้น คุณลักษณะมืออาชีพประกอบด้วยความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งเจตคติที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรมในวิชาชีพของตนเอง

2.เป็นผู้จูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องตามตัวแบบหรือตัวอย่างที่ดีได้
ผู้ นำจึงต้องปฏิบัติตนเป็นตัวแบบที่ดี ทำให้ผู้อื่นเชื่อถือ ศรัทธายอมรับในบุคลิกภาพ ความคิดเห็น และยอมรับในพฤติกรรมดังกล่าว การจูงใจไม่ใช่เพียงแต่การพูดเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อและปฏิบัติตามเท่านั้นแต่ ผู้นำยังต้องแสดงพฤติกรรมที่ทำให้เป็นตัวอย่างที่น่าเคารพ ศรัทธาทำให้ผู้อื่นรับรู้และปฏิบัติตาม เกิดความเชื่อ ความชอบ และชื่นชม

3.เป็นผู้พัฒนาให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่พึงประสงค์ขององค์การหรือสังคม
ผู้ นำจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ มองไกลในอนาคตและทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ไม่เห็นแก่ตัวและพวกพ้องตนเองมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและเป็นผู้พัฒนา ให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขสร้างความสามัคคี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น และมีความคิดเชิงบวกมองโลกในทางดี ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม

สรุปได้ว่า

ผู้นำทางการศึกษา จะ ต้องใช้ความรู้ความสามารถนำไปสู่ผลงานทางวิชาการในการพัฒนางานหรือผลงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตนเองและองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยเทคโนโลยี และมีความรู้ที่กว้าง มีความตื่นตัวเป็นลักษณะที่แสดงออกทางกาย แต่การไม่ตื่นตูมเป็นพลังทางจิตที่จะหยุดคิดไตร่ตรองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรู้จักใช้ดุลยพินิจที่จะพิจารณาสิ่งต่างๆ หรือเหตุต่างๆได้อย่างถูกต้องหรือกล่าวได้ว่าผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักควบคุม ตัวเองนั่นเอง (Self Control)

การคิดอย่างเป็นระบบ

การคิดอย่างเป็นระบบ

System Thinking หมายถึง วิธีการคิดอย่างมีระบบ มีเหตุมีผล ทำให้ผลของการคิด หรือผลของการแก้ปัญหาที่ได้นั้นมีความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว วิธีการคิดอย่างมีระบบ จะเป็นหนทางไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ถ้าองค์กรนั้น ๆ นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและ ยึดหลักให้ พนักงานภายในองค์กร ตระหนักในการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และผู้บริหารให้ความสำคัญต่อการฝึกอบรมการเรียนรู้ของพนักงานองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) จึงทำให้เกิด การเรียนรู้จากตัวเองของพนักงานแต่ละคน เกิดการเรียนรู้ของทีมงาน ทำให้เกิดการสร้างวิสัยทัศน์รวม (Shared Vision) และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีม (Team Learning)

หลักการคิดหรือการแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ประกอบไปด้วย

๑.) กำหนดประเด็นปัญหาให้ถูกต้อง อาจกำหนดได้เป็น ปัญหาหลัก และปัญหารอง

๒.) ระบุตัวแปรทั้งหมด ที่ทำให้เกิดปัญหา

๓.) กำหนดวิธีแก้ไขหรือพิจารณาทางเลือกที่เป็นไปได้ อาจมีมากกว่า 1 วิธี

๔.) เปรียบเทียบวิธีแก้ไข แต่ละวิธี และประเมินดูว่าวิธีการใดสามารถจะนำไปสู่การปฏิบัติได้และจะนำไปสู่การบรรลุผลตามเป้าหมาย

๕.) เลือกวิธีแก้ไขที่ดีที่สุด

๖.) นำไปทดลองปฏิบัติ ตามระยะเวลาที่เหมาะสม

๗.) ติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด

๘.) แก้ไขเปลี่ยนแปลงจุดที่พกพร่องในวิธีการปฏิบัติงาน

๙.) กำหนดมาตรฐานวิธีปฏิบัติงาน

๑๐.) สั่งการให้พนักงานปฏิบัติงานตามมาตรฐานที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

แนวคิดของทฤษฎีความซับซ้อนเป็นการพัฒนาวิธีคิดที่เป็นองค์รวม เป็นการมองโลกด้วยการสังเคราะห์ (Synthetic Science) ต่างจากทัศนะทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลจากโลกทัศน์แบบจักรกลของนิวตันที่มองโลกด้วยการวิเคราะห์อย่างแยกส่วน (Analytic Science) ซึ่งมี 3 ทฤษฎีที่คล้ายกัน พัฒนาต่อยอดกันมาอย่างแยกกันไม่ออกได้แก่

¨ ทฤษฎีระบบ (Systemic Theory) ได้รับการพัฒนามาก่อน จากพื้นฐานวิชา Cybernetic กลศาสตร์การควบคุมกลไก หนังสือ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ ของ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า เป็นการมองอย่าง System Theory ที่ชัดเจน

¨ ทฤษฎีไร้ระเบียบ ( Chaos Theory ) ตัวอย่างที่โด่งดังของทฤษฎีนี้คือ “ ผลกระทบผีเสื้อ หรือ Butterfly Effect ” กล่าวคือ ผีเสื้อใหญ่ตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง หรือ สาเหตุเบื้องต้นเพียงนิดเดียว ในเงื่อนไขที่เหมาะสม สามารถก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงได้

¨ ทฤษฎีความซับซ้อน ( Complexity Theory ) ลักษณะที่สำคัญของระบบซับซ้อนคือ การผุดบังเกิด ( Emergence ) ซึ่งหมายถึง คุณสมบัติของระบบรวมที่แตกต่างไปจากผลรวมของส่วนประกอบย่อยทั้งหมด เช่น สมองมีเซลสมองนับล้านเซล แต่ละเซลไม่มีคุณสมบัติที่จำอะไรได้ แต่เมื่อรวมกันเป็นระบบสมองสามารถมีความจำได้ เป็นต้น นี่เรียกว่าการผุดบังเกิด

ทฤษฎีระบบ หรือการคิดอย่างกระบวนระบบ (Systemic Thinking)

เป็นการมองโลกอย่างเป็นองค์รวม เป็นพื้นฐานของทั้ง 3 ทฤษฎี มีคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการคือ

¨ ระบบใหญ่ไม่ใช่ผลรวมของส่วนประกอบย่อย แต่เป็นคุณภาพใหม่ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อย ซึ่งไม่สามารถเข้าใจจากการแยกศึกษาทีละส่วนประกอบได้

¨ ระบบมีโครงสร้างที่ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ( Hierarchy ) เช่น คนประกอบด้วยส่วนย่อยคือเซลที่รวมกันเป็นระบบ แต่คนก็เป็นองค์ประกอบย่อยของระบบนิเวศน์ ระบบซับซ้อนจะซ้อนกันเป็นชั้น และทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ท่าน ติช นัท ฮัน จึงตอบว่า กระดาษหนึ่งแผ่นที่ให้ดูนั้น มองเห็นดวงอาทิตย์และก้อนเมฆในกระดาษนั้นด้วย

¨ การจะเข้าใจระบบนั้นต้องมองบริบท ( Context ) หรือปัจจัยแวดล้อมโดยรอบด้วย โดยเฉพาะระบบเปิดที่มีชีวิตนั้น ไม่อาจมองเป็นเส้นตรงได้ ต้องมองอย่างเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันทั้งหมด

¨ ต้องเข้าใจความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ ( Feedback ) การจะเข้าใจปรากฏการณ์ใดต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

¨ การย้ายวิธีคิดแบบโครงสร้าง (Structure) มาสู่กระบวนการ (Process) ถ้าประยุกต์ใช้ในเชิงสังคม การมองแบบโครงสร้างเราจะเห็นกรอบอันเข้มแข็ง ยากจะเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหันมามอง กระบวนการ เราจะเห็นจุดอ่อน ช่องทางของความสัมพันธ์ที่จะเข้าไปปรับเปลี่ยนได้…

การคิดเชิงระบบ จะเน้นมุมมองแบบเป็นวงจร ไม่ใช่มุมมองเชิงเส้นตรง สัจธรรม 3 ประการแห่งระบบ หรืออาจเรียกว่าภาษาแห่งระบบ 3 ประการ เป็นเรื่องของผลป้อนกลับหรือ feedback ซึ่งผู้คิดเชิงระบบจะต้องเข้าใจ เพื่อไม่ให้อ่านระบบผิดพลาดและก่อปัญหาขึ้น หรือที่สำคัญกว่า สำหรับสร้างสิ่งมหัศจรรย์จากการลงแรงเพียงเล็กน้อยเข้าไปในระบบที่มีการป้อนกลับแบบเสริมแรง(reinforcing feedback) หรือประหยัดทรัพยากร ไม่ใส่ลงไปในระบบที่มีการป้อนกลับเชิงลบเพื่อสร้างสมดุล(balancing feedback) ในจุดที่ใกล้สมดุลอยู่แล้ว และเข้าใจสภาพที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในระบบ จะต้องรอเวลาช่วงหนึ่งจึงจะเห็นผล สัจธรรมเรื่องการรอ(delays)

อุปสรรคของการคิดเชิงระบบ นอกจากการคิดเชิงระบบจะมีผลดี หรือสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

อย่างมากมายแล้ว การคิดเชิงระบบยังมีอุปสรรค หรือข้อจำกัด ตามที่ สุรพร เสี้ยนสลาย, (2548.) ได้กล่าวไว้ดังนี้ :

1. ก. ขาดคุณลักษณะนักคิดที่ดี ก.1 ไม่กระตือรือร้น ไม่คิดอะไร เชื่อง่าย ไม่สงสัย ทำตามกิจวัตรประจำวัน ก.2 ใจแคบ ไม่เป็นธรรม โดยไม่เจตนา ไม่รู้ตัว เกิดจากจิต สร้างแบบแผนการคิดจากประสบการณ์ จิตมนุษย์ จะสร้างแบบแผนในการคิด ทำให้คิดอยู่ในกรอบเดิม เกิดการตอบสนองตามความเคยชิน ปัญหาอื่น จะปลูกต้นไม้ 4 ต้นให้ระยะห่างของแต่ละต้นเท่ากัน จะแบ่ง ให้เป็นสี่สวนเท่ากันได้อย่างไร

2. การใช้เหตุผลโดยการอ้างสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ใจแคบ ไม่เป็นธรรม โดยเจตนา

การใช้เหตุผลโดยเอาตนเป็นศูนย์กลาง ใช้เหตุผลแบบลวงตา ไม่ฟังใคร น้ำล้นแก้ว หลีกเลี่ยงข้อเท็จจริงที่ไม่สนับสนุนตน มองเป็นสิ่งง่ายเกินไป ถูกโน้มน้าวโดยคนหมู่มาก/คนน่าเชื่อถือ การโต้แย้งเพราะไม่รู้ การด่วนหาข้อสรุป เชื่อมโยงเหตุผลผิด เช่น ลินดาอายุ 31 ปี เป็นคนเปิดเผยพูดจา ตรงไป ตรงมาและเป็นคนฉลาด เธอศึกษาปรัชญาเมื่อตอนเป็นนักศึกษา เธอสนใจอย่างมากกับประเด็นความไม่เท่าเทียมกัน การแบ่งเขาแบ่งเรา ความยุติธรรมในสังคมและได้เคยร่วมประท้วงการใช้อาวุธนิวเคลียร์

คำถาม : ลินดาน่าจะเป็น 1.พนักงานธนาคาร 2.พนักงานธนาคารและเข้าร่วมกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรี

ควรระวังการสรุปมากกว่าข้อเท็จจริง คนมองข้ามความเรียบง่ายของสิ่งปกติแต่สะดุดเหตุการณ์ที่โดดเด่นเสมอ เรื่องนกกระสากับสาวบ้านนอก

3. ข.ขาดข้อมูล/ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ข้อมูลบอกเล่ามากกว่าเชิงประจักษ์ ข้อมูล/การใช้เหตุผลโดยอ้างผู้รู้ หรือคนส่วนใหญ่ ค.ขาดข้อมูลทางวิชาการ ไม่รู้จักใช้วิธีการทางวิชาการ วิธีการทางวิทยาศาสตร์(Scientific methods) ระเบียบวิธีวิจัย ( Research Methodology)วิธีการในการจัดการ : วางแผนกลยุทธ

4. ไม่สามารถนำทฤษฎีทางวิชาการมาใช้ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไม่เข้าใจทฤษฎีคืออะไร/มีประโยชน์อย่างไร เรียนเฉพาะทฤษฎีพูดอย่างไร ไม่เรียนนำไปประยุกต์ใช้อย่างไร

เทคนิคพัฒนาการคิดเชิงระบบ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมได้ดังนี้ :

การพัฒนาตนเอง : ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ฝึกการคิดเชิงขัดแย้ง – วิภาษวิธี(dialectic approach) แบบ Marx การเผชิญหน้าระหว่างความคิดตรงกันข้าม Thesis Anti-thesis Synthesis ความขัดแย้งระหว่างข้อมูลใหม่กับความคิดเดิม ใช้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ หาข้อมูลใหม่

1.ตั้งปัญหาหรือข้อสงสัย

2.กำหนดสมมติฐาน

3.การทดลองหาข้อมูล

4.สรุปคำตอบของปัญหา

ดิฉันคิดว่าในการพัฒนาระบบคุณภาพตามแนวทางนี้จะต้องอาศัยแนวคิดสำคัญ 3 ประการ คือ แนวคิดเชิงระบบ (system thinking) แนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ (strategic thinking) และการเรียนรู้โดยการทำงานเป็นทีม (team learning)

ความหมายของการบริหารจัดการในชั้นเรียน

การบริหารจัดการชั้นเรียน (Classroom Management)

ความหมายของการบริหารจัดการชั้นเรียน

การจัดการชั้นเรียนในความหมายโดยทั่วไป คือ การจัดสภาพของห้องเรียน ที่ส่วนใหญ่เข้าใจกันว่า เป็นการจัดตกแต่งห้องเรียนทางวัตถูหรือทางกายภาพให้มีบรรยากาศ น่าเรียนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนเท่านั้น แต่ถ้าจะพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว การจัดดารชั้นเรียนนั้น ครูจะต้องมีภาระหน้าที่มากมายหลายด้าน โดย ฮอล (Susan Colville-Hall :2004) ได้ให้ความหมายของการจัดการชั้นเรียนไว้ว่า เป็นพฤติกรรมการสอนที่ครูสร้างและคงสภาพเงื่อนไขของการเรียนรู้เพื่อช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลขึ้นในชั้นเรียนซึ่งถือเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ การจัดการชั้นเรียนที่มีคุณภาพนั้นต้องเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและคงสภาพเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โดยสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ การให้ผลย้อนกลับและการจัดการเกี่ยวกับการทำงานของนักเรียน ความพยายามของครูที่มีประสิทธิภาพนั้นหมายรวมถึง การที่ครูเป็นผู้ดำเนินการเชิงรุก (proactive) มีความรับผิดชอบ (responsive) และเป็นผู้สนับสนุน (supportive)

นอกจากนี้ได้มีนักศึกษาหลายท่านได้กำหนดความหมายของการจัดการชั้นเรียนไปในแนวเดียวกันดังนี้

Moore (2001) ให้คำจำกัดความว่า การบริหารจัดการชั้นเรียนเป็นกระบวนการของการจัดระบบระเบียบ และนำกิจการของห้องเรียนให้เกิดการเรียนรู้ การบริหารจัดการชั้นเรียนมักจะถูกรับรู้ว่าเกี่ยวข้องกับการรักษาระเบียบวินัยและควบคุมชั้นอย่างไรก็ตาม การเข้าใจเช่นนี้ เป็นเรื่องง่ายเกินไป ทั้งนี้เพราะ การบริหารจัดการชั้นเรียนมีหลายสิ่ง ที่มากไปกว่านี้นั่นคือ การสร้างและดูแลเอาใจใส่บรรยากาศแวดล้อม

ของห้องเรียนเพื่อให้การจัดการเรียนรู้บรรลุตามเป้าหมายทางการศึกษา

KAUCHAK และ EGGEN (1998) ให้คำจำกัด ความว่า การบริหารการจัดชั้นเรียน ประกอบด้วย ความคิด การวางแผน และการปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวงของครูที่สร้างสรรค์ภาพแวดล้อมอย่างเป็นระบบระเบียบ และส่งเสริมการเรียนรู้ โดยเป้าหมายของการบริหารจัดการ (MANAGEMENT GOALS) มี 2 ประการสำคัญ คือ

1.1 รังสรรค์สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมให้การเรียนรู้มีความเป็นไปได้ มากที่สุด และครูจะสามารถสะท้อนการปฏิบัติงานของตนเองด้วยการถามตนเองสม่ำเสมอว่าระบบการบริหารจัดการเอื้ออำนวยให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างไรเพียงใด
1.2 พัฒนานักเรียนให้มีศักยภาพในการจัดการและนำตนเองให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้น การบริหารจัดการชั้นเรียนจึงเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความเข้าใจด้วยตนเอง ประเมินตนเอง และควบคุมดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสมตามวัย

โบรฟี (Jere Brophy, 1996:5) กล่าวถึงการจัดการชั้นเรียนไว้ว่า หมายถึง การที่ครูสร้างและคงสภาพสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ที่นำไปสู่การจัดการเรียนการสอนที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างกฎระเบียบและการดำเนินการที่ทำให้บทเรียนมีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวิชาการในชั้นเรียน

เบอร์เดน (Paul Burden, 1993:3) ให้คำจำกัดความของการจัดการชั้นเรียนไว้ว่า เป็นยุทธศาสตร์และการปฏิบัติที่ครูใช้เพื่อคงสภาพความเป็นระเบียบเรียบร้อย

สุรางค์ โค้วตระกูล (2548 : 436) ได้อธิบายความหมายของการจัดการห้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพว่า หมายถึงการสร้างและการรักษาสิ่งแวดล้อมของห้องเรียนเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน หรือหมายถึงกิจกรรมทุกอย่างที่ครูทำเพื่อจะช่วยให้การสอนมีประสิทธิภาพและนักเรียนมีผลสมัฤทธิ์ในการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

การบริหารจัดการชั้นเรียน หมายถึง การจัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ห้องเรียน เพื่อสนับสนุนให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข การจัดสภาพแวดล้อมจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

1. ความสะอาด ความปลอดภัย

2. ความมีอิสระอย่างมีขอบเขตในการเล่น

3. ความสะดวกในการทำกิจกรรม

4. ความพร้อมของอาคารสถานที่ เช่น ห้องเรียน ห้องน้ำห้องส้วม สนามเด็กเล่น ฯลฯ

5. ความเพียงพอเหมาะสมในเรื่องขนาด น้ำหนัก จำนวน สีของสื่อและเครื่องเล่น

6. บรรยากาศในการเรียนรู้ การจัดที่เล่นและมุมประสบการณ์ต่างๆ

การจัดการชั้นเรียนจึงมีความหมายกว้าง นับตั้งแต่การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพในห้องเรียน การจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของนักเรียน การสร้างวินัยในชั้นเรียนตลอดจนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู และการพัฒนาทักษะการสอนของครูให้สามารถกระตุ้นพร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การบริหารจัดการในชั้นเรียน ครั้งที่ 1 ประวัติส่วนตัว

เรียน ดร.ประกอบ ใจมั่น

ดิฉัน นางสาว รอสีดา สูนสละ รหัส 5311101098

คณะครุศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย กลุ่มเรียน 03

สิ่งที่แนบมาด้วย ประวัตส่วนตัว

ชื่อ นางสาว รอสีดา สูนสละ ชื่อเล่น ผึ้ง เกิดวันที่ 12 สิงหาคม 2534 อายุ 21 ปี

นับถือศาสนาอิสลาม กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ชั้นปีที่ 3

ที่อยู่ 141 หมู่ 6 ต.แหลมสน อ.ละงู จ.สตูล เบอโทร 0831835925

อีเมล roseeda_sunsala@hotmail.com